วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คำประพันธ์ประเภทร่าย

ความหมายและลักษณะ
ร่าย คือ คำประพันธ์ประเภทร้อยกรองแบบหนึ่งที่แต่งง่ายที่สุด และมีฉันทลักษณ์น้อยกว่าร้อยกรองประเภทอื่น ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่าร่ายมีลักษณะใกล้เคียงกับคำประพันธ์ประเภทร้อยแก้วมาก เพียงแต่กำหนดที่คล้องจองและบังคับวรรณยุกต์ในบางแห่ง

กำเนิดและวิวิฒนาการ

พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) สันนิษฐานว่าร่ายเป็นของไทยแท้ มีมาแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง ด้วยปรากฏหลักฐานครั้งแรกในวรรณคดีสุโขทัยคือสุภาษิตพระร่วง และต่อมาจึงปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในวรรณคดีอยุธยาเรื่องโองการแช่งน้ำในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) สันนิษฐานว่าร่ายเป็นของไทยแท้ เพราะคนไทยนิยมพูดเป็นสัมผัสคล้องจอง ดังปรากฏประโยคคล้องจองในสำนวนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง กาพย์พระมุนีเดินดงของภาคเหนือ และคำแอ่วของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังสันนิษฐานว่า คำว่า "ร่าย" ตัดมาจาก "ร่ายมนต์" สังเกตจากโองการแช่งน้ำที่มีร่ายดั้นปรากฏเป็นเรื่องแรกและมีเนื้อหาเป็นคำประกาศในการดื่มน้ำสาบาน
วิวัฒนาการของร่ายน่าจะเริ่มจากสำนวนคล้องจองในศิลาจารึกและความนิยมพูดคล้องจองของคนไทยแต่โบราณ ในบทที่พระภิกษุใช้เทศนาก็ปรากฏลักษณะการคล้องจองอยู่ เป็นการรับส่งสัมผัสจากวรรคหน้าไปยังวรรคถัดไป โดยไม่ได้กำหนดความสั้นยาวของพยางค์อย่างตายตัว ซึ่งลักษณะนี้ใกล้เคียงกับร่ายประเภท "ร่ายยาว" มากที่สุด จึงมีการสันนิษฐานว่า ร่ายยาวเป็นร่ายที่เกิดขึ้นในอันดับแรกสุด ต่อมาจึงเกิด "ร่ายโบราณ" ซึ่งกำหนดจำนวนพยางค์และจุดสัมผัมคล้องจองตายตัว และตามมาด้วย "ร่ายดั้น" ซึ่งมีการประยุกต์กฎเกณฑ์ของโคลงดั้นเข้ามา สุดท้ายจึงเกิด "ร่ายสุภาพ" ซึ่งมีการประยุกต์กฎเกณฑ์ของโคลงสุภาพเข้ามา
ประเภท
ร่ายมีสี่ประเภท เรียงลำดับตามการกำเนิดจากก่อนไปหลังได้ ดังนี้:
  1. ร่ายยาว
  2. ร่ายโบราณ
  3. ร่ายดั้น
  4. ร่ายสุภาพ

ฉันทลักษณ์

1. ร่ายยาว

Raiyao.jpg

            ร่ายยาว คือ ร่ายที่ไม่กำหนดจำนวนคำในวรรคหนึ่ง ๆ แต่ละวรรคจึงอาจมีคำน้อยมากแตกต่างกันไป การสัมผัส คำสุดท้ายของวรรคหน้าสัมผัสกับคำหนึ่งคำใดในวรรคถัดไป จะแต่งสั้นยาวเท่าไรเมื่อจบนิยมลงท้ายด้วยคำว่า แล้วแล นั้นแล นี้เถิด โน้นเถิด ฉะนี้ ฉะนั้น ฯลฯ เป็นต้น

Cquote1.svg
ตัวอย่าง โพธิสตฺโต สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ อันสร้างสมดึงส์ปรมัตถบารมี เมื่อจะรับวโรรัตนเรืองศรีแปดประการ แด่สำนักนิท้าวมัฆวานเทเวศร์ ก็ทูลแก่ท้าวสหัสเนตรฉะนี้
Cquote2.svg
กาพย์มหาชาติ สักรบรรพ

2. ร่ายโบราณ

Raiboran.jpg

           ร่ายโบราณ คือ ร่ายที่กำหนดให้วรรคหนึ่งมีคำห้าคำเป็นหลัก บทหนึ่งต้องแต่งให้มากกว่าห้าวรรคขึ้นไป การสัมผัส คำสุดท้ายของวรรคหน้าสัมผัสกัลคำที่หนึ่ง สอง หรือสาม คำใดคำหนึ่งของวรรคถัดไป และยังกำหนดอีกว่า หากส่งด้วยคำเอก ต้องสัมผัสด้วยคำเอก คำโทก็ด้วยคำโท คำตายก็ด้วยคำตาย ในการจบบทนั้น ห้ามไม่ให้ใช้คำที่มีรูปวรรณยุกต์ประสมอยู่เป็นคำจบบท อาจจบด้วยถ้อยคำ และอาจแต่งให้มีสร้อยสลับวรรคก็ได้

Cquote1.svg
ตัวอย่าง ...พระบาทเสด็จ บ มิช้า พลหัวหน้าพะกัน แกว่งตาวฟันฉฉาด แกว่งดาบฟาดฉฉัด ซ้องหอกซัดยยุ่ง ซ้องหอกพุ่งยย้าย ข้างซ้ายรบ บ มิคลา ข้างขวารบ บ มิแคล้ว แกล้วแลแกล้วชิงข้า กล้าแลกกล้าชิงขัน รุมกันพุ่งกันแทง เข้าต่อแย้งต่อยุทธ์ โห่อึงอุดเอาชัย เสียงปืนไฟกึกก้อง สะเทือนท้องพสุธา หน้าไม้ดาปืนดาษ ธนูสาดศรแผลง แข็งต่อแข็งง่าง้าง ช้างพะช้างชนกัน ม้าผกผันคลุกเคล้า เข้ารุกรวนทวนแทง รแรงเร่งมาหนา ถึงพิมพิสารครราช พระบาทขาดคอช้าง ขุนพลคว้างขวางรบ กันพระศพกษัตริย์ หนีเมื้อเมืองท่านไท้ ครั้นพระศพเข้าได้ ลั่นเขื่อนให้หับทวาร ท่านนา
ตัวอย่างแบบมีสร้อยสลับวรรค เจ้าเผือเหลือแผ่นดิน นะพี่ หลากระบิลในแหล่งหล้า นะพี่ บอกแล้วจะไว้หน้าแห่งใด นะพี่ ความอายใครช่วยได้ นะพี่ อายแก่คนไสร้ท่านหัว นะพี่ แหนงตัวตายดีกว่า นะพี่ สองพี่อย่าถามเผือ นะพี่ เจ็บเผื่อเหลือแห่งพร้อง โอเอ็นดูรักน้อง อย่าซ้ำจำตาย หนึ่งรา.
Cquote2.svg
ลิลิตพระลอ

3. ร่ายดั้น

Raidan.jpg

          ร่ายดั้น คือ ร่ายที่กำหนดคำในวรรคและการสัมผัสเหมือนร่ายโบราณ แต่ไม่เคร่งเรื่องการรับสัมผัสระหว่างชนิดคำ คือ คำเอกไม่จำเป็นต้องรับด้วยคำเอก เป็นต้น ส่วนการจบบท ใช้บาทที่สามและสี่ของโคลงดั้นมาปิดท้ายบท และอาจแต่งให้มีคำสร้อยสลับวรรคก็ได้

Cquote1.svg
ตัวอย่าง ศรีสุนทรประฌาม งามด้วยเบญจพิธ องค์ประดิษฐ์อุตดม อัญขยมประจงถวาย พร้อมด้วยกายวาจาจิต...มวลมารพ่ายแพ้สูญ สิ้นเสร็จ ทรงพระคุณล้ำล้น เลิศครู
Cquote2.svg
ลิลิตดั้นมาตาปิตุคุณคาถาบรรยาย - พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)

 4. ร่ายสุภาพ

Raisuphap.jpg

             ร่ายสุภาพ คือ ร่ายที่กำหนดคำในวรรคและการสัมผัสเหมือนร่ายดั้นทุกประการ ส่วนการจบบท ใช้โคลงสองสุภาพจบ และนิยมมีคำสร้อยปิดท้ายด้วย และอาจแต่งให้มีคำสร้อยสลับวรรคก็ได้

Cquote1.svg
ตัวอย่าง สรวมสวัสดิวิชัย เกริกกรุงไกรเกรียงยศ เกียรติปรากฏขจรขจาย สบายทั่วแหล่งหล้า ฝนฟ้าฉ่ำชุ่มชล ไพศรพณ์ผลพูนเพิ่ม เหิมใจราษฎร์บำเทิง...ประเทศสยามชื่นช้อย ทุกข์ขุกเข็ญใหญ่น้อย นาศไร้แรงเกษม โสตเทอญ
Cquote2.svg
ลิลิตนิทราชาคริต - พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์

อ้างอิง

  • พระยาอนุมานราชธน. (2515). การศึกษาวรรณคดีในแง่วรรณศิลป์. กรุงเทพฯ: บรรณาคาร.
  • พระยาอุปกิตศิลปสาร. (2514). ชุมนุมนิพนธ์ อ.น.ก. กุรงเทพฯ: โรงพิมพ์ของคุรุสภา.
  • ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.

คำประพันธ์ประเภทกลอน


กลอน คืออะไร

กลอนคือลักษณะคำประพันธ์ ที่มีการเรียบเรียงเข้าเป็นคณะมีการสัมผัสกัน ตามลักษณะบัญญัติ เป็นประเภท ๆ ไป แต่จะไม่มีการบังคับในเรื่องของเอกโท และครุลหุ โดยกลอนของไทยนั้นแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

กลอนสุภาพ

เป็นกลอนที่การใช้ถ้อยคำ และการเรียบเรียงทำนองเรียบๆแบ่งย่อยออกเป็นอีก ๔ ชนิด ได้แก่   กลอน๖      กลอน๗ กลอน๘  กลอน๙ โดยที่กลอนสุภาพ นั้นนับว่าเป็นกลอนหลัก ของกลอนทุกชนิด โดยถ้าใครมีความเข้าใจในกลอนสุภาพได้อย่างดี ก็จะสามารถเข้าใจกลอนอื่นๆ ได้ง่าย เพราะกลอนอื่นๆ ที่มีการเรียกชื่อที่ต่างออกไปล้วนแต่มีการเปลี่ยนรูปแบบ วิธีจากกลอนสุภาพ แทบทั้งสิ้น

กลอนลำนำ

เป็นกลอนที่มักใช้ขับร้อง หรือใช้สวด โดยมีการแบ่งทำนองออกเป็น ๕ รูปแบบคือ  ๑. กลอนบทละคร ๒. กลอนสักวา ๓. กลอนเสภา ๔. กลอนดอกสร้อย     ๕. กลอนขับร้อง
         

กลอนตลาด

เป็นกลอนผสม หรือกลอนคละ โดยจะไม่มีการกำหนดคำตายตัว
เช่นกลอนสุภาพ ในแต่ละบทกลอน อาจจะมีวรรค ๗ คำบ้าง ๘ คำบ้าง ๙ คำบ้างหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการเอากลอนสุภาพ หลายชนิดนั่นนำเข้ามาผสมกันนั่นเอง โดยกลอนประเภทนี้เป็นกลอนที่ใช้ในการขับร้องแก้กัน จึงมักเรียกกันว่า กลอนตลาดโดยยังมีการแบ่งออกเป็นอีก ๔ ชนิด คือ  ๑. กลอนเพลงยาว  ๒. กลอนนิราศ  ๓. กลอนนิยาย  ๔. กลอนเพลงปฏิพากย์ แผนผังกลอนสุภาพจำนวน ๑ บท เมื่อแต่งมากกว่า ๑ บท ต้องมีสัมผัสระหว่างบท สังเกตสัมผัสระหว่างบทจากคำประพันธ์นี้
          

ตัวอย่างบทประพันธ์ที่ควรจำ

                                        กลอนสุภาพพึงจำมีกำหนด                 กลอนหนึ่งบทสี่วรรคกรองอักษร
                              วรรคละแปดพยางค์นับศัพท์สุนทร                อาจยิ่งหย่อนเจ็ดหรือเก้าเข้าหลักการ
                              ห้าแห่งคำคล้องจองต้องสัมผัส                     สลับจัดรับรองส่งประสงค์สมาน
                             เสียงสูงต่ำต้องเรียงเยี่ยงโบราณ                   เป็นกลอนกานท์ครบครันฉันท์นี้เอย


                                                                                  ตัวอย่างแผนผังกลอนสุภาพ
                                                                                         แผนผังกลอนสุภาพจำนวน 1 บท

                                                                                                                         แผนผังกลอนสุภาพ

                                         เมื่อแต่งมากกว่า 1 บท ต้องมีสัมผัสระหว่างบท สังเกตสัมผัสระหว่างบทจากแผนผังด้านล่าง
                                                                                                            แผนผังกลอนสุภาพ2   


ความไพเราะของกลอนสุภาพ


         คณะของกลอนสุภาพ   หนึ่งบทมี ๔ วรรค วรรคละ ๘- ๙ พยางค์ ๘ พยางค์ไพเราะที่สุดสัมผัสบังคับของ   กลอนสุภาพเป็นสัมผัสสระตามแผนผัง
         สัมผัสระหว่างวรรค   พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ หรือ ๕ ในวรรคที่ ๒ พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๒  สัมผัสกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๓  และสัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ หรือ ๕ ในวรรคที่ ๔ 
         สัมผัสระหว่างบท  พยางค์สุดท้ายของบทต้น สัมผัสกับพยางค์สุดท้าย  ของวรรคที่ ๒ของบทถัดไป
         สัมผัสใน  กลอนสุภาพจะมีความไพเราะยิ่งขึ้นไปนอกเหนือจากการสัมผัสตามสัมผัสบังคับแล้ว ยังต้องมีสัมผัสในที่เป็นสัมผัสสระและสัมผัสอักษรอีกด้วย
         สัมผัสสระ และสัมผัสอักษรเป็นอย่างไร นอกจากสัมผัสในแล้ว เสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรค แต่ละวรรคก็มีความเช่นเดียวกัน ลองสังเกตเสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรค
           
                                     หลีกสามัญ  ท้ายวรรคหนึ่ง   พึงจำจด          สามัญตรี  นั้นงด  ท้ายวรรคสอง
                             วรรคสามสี่   ตรีสามัญ  นั้นครบครอง                    เสียงวรรณยุกต์  ตามทำนอง  ของโบราณ
                            
         พยางค์ท้ายวรรคที่ ๒  นิยมเสียงจัตวา เอก และโท พยางค์ท้ายวรรค ๓ และ ๔ นิยมเสียงสามัญ และตรี ไม่นิยมเสียง จัตวา เอก 

          กลอน คือลักษณะคำประพันธ์ ที่เรียบเรียงเข้าเป็นคณะ มีสัมผัสกัน ตามลักษณะบัญญัติ เป็นชนิดๆ แต่ไม่มีบังคับ เอกโท และครุลหุ 
กลอนแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ กลอนสุภาพ กลอนลำนำ และกลอนตลาด
กลอนสุภาพ คือกลอนที่ใช้ถ้อยคำ และทำนองเรียบๆ แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ
       ๑. กลอน ๖ 
       ๒. กลอน ๗
       ๓. กลอน ๘ 
       ๔. กลอน ๙

    กลอนสุภาพ นับว่าเป็นกลอนหลัก เพราะเป็นหลัก ของบรรดากลอนทุกชนิด ถ้าเข้าใจกลอนสุภาพ
เป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถจะเข้าใจกลอนอื่นๆ ได้โดยง่าย กลอนอื่นๆ ที่มีชื่อเรียกไปต่างๆ นั้น ล้วนแต่
ยักเยื้องแบบวิธี ไปจากกลอนสุภาพ ซึ่งเป็นกลอนหลัก ทั้งสิ้น

 กลอนลำนำ คือกลอนที่ใช้ขับร้อง หรือสวด ให้มีทำนองต่างๆ แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด คือ
       ๑. กลอนบทละคร
       ๒. กลอนสักวา
       ๓. กลอนเสภา
       ๔. กลอนดอกสร้อย
       ๕. กลอนขับร้อง


   กลอนตลาด คือกลอนผสม หรือกลอนคละ ไม่กำหนดคำตายตัว เหมือนกลอนสุภาพ ในกลอนบทหนึ่ง อาจมีวรรคละ ๗ คำบ้าง ๘ คำบ้าง ๙ คำบ้าง คือเอากลอนสุภาพ หลายชนิด มาผสมกัน นั่นเอง เป็นกลอนที่ นิยมใช้ ในการขับร้องแก้กัน ทั่วๆ ไป จึงเรียกว่า กลอนตลาด แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ 
๑. กลอนเพลงยาว
๒. กลอนนิราศ
๓. กลอนนิยาย
๔. กลอนเพลงปฏิพากย์
กลอนเพลงปฏิพากย์ ยังแบ่งออกไปอีกหลายชนิด คือ 
     เพลงฉ่อย 
     เพลงโคราช หรือเพลงตะวันออก 
     เพลงเรือ 
     เพลงชาวไร่ 
     เพลงชาวนา 
     เพลงแห่นาค 
     เพลงพิษฐาน (อธิษฐาน) 
     เพลงเกี่ยวข้าว 
     เพลงปรบไก่ 
     เพลงพวงมาลัย 
     เพลงรำอีแซว หรือเพลงอีแซว 
     เพลงลิเก 
     เพลงลำตัด 
     ฯลฯ

บทของกลอน     คำกลอนวรรคหนึ่ง เรียกว่า กลอนหนึ่ง สองวรรค หรือสองกลอน เรียกว่า บาทหนึ่ง หรือคำหนึ่ง สองคำ หรือสองบาท หรือสี่วรรค หรือสี่กลอน เรียกว่า บทหนี่ง วรรคทั้งสี่ ของกลอน ยังมีชื่อเรียกต่างๆ กัน และนิยมใช้เสียงต่างๆ กันอีก คือ 
    ๑. กลอนสลับ ได้แก่ กลอนวรรคต้น คำสุดท้าย ใช้คำเต้น คือนอกจากเสียงสามัญ แต่ถ้าจะใช้ ก็ไม่ห้าม 
    ๒. กลอนรับ ได้แก่ กลอนวรรคที่สอง คำสุดท้าย นิยมใช้ เสียงจัตวา ห้ามใช้เสียงโท, สามัญ, ตรี, และวรรณยุกต์เอกมีรูป วรรณยุกต์เอกไม่มีรูป ไม่ห้าม แต่ต้องให้คำสุดท้าย ของกลอนรอง เป็นเสียงตรี 
    ๓. กลอนรอง ได้แก่ กลอนวรรคที่สาม คำสุดท้าย นิยมใช้ เสียงสามัญ ห้ามใช้เสียงจัตวา หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์ 
    ๔. กลอนส่ง ได้แก่ กลอนวรรคที่สี่ คำสุดท้าย นิยมใช้ เสียงสามัญ ห้ามใช้คำตาย และคำที่มีรูปวรรณยุกต์ จะใช้คำตายเสียงตรี บ้างก็ได้ 


บาทของกลอน
     คำกลอนนั้น นับ ๒ วรรคเป็น ๑ บาท ตามธรรมดา กลอนบทหนึ่ง จะต้องมีอย่างน้อย ๒ บาท (เว้นไว้แต่กลอนเพลงยาว หรือกลอนนิราศ ซึ่งนิยมใช้บทแรก ที่ขึ้นต้นเรื่อง เพียง ๓ วรรค) บาทแรก เรียกว่า บาทเอก บาทที่ ๒ เรียกว่า บาทโท คำกลอนจะยาวเท่าไรก็ตาม คงเรียกชื่อว่า บาทเอก บาทโท สลับกันไปจนจบ และต้องจบลง ด้วยบาทโทเสมอ เช่น 
      นิราศเรื่องหัวหินก็สิ้นสุด  เพราะจากบุตรภรรยามากำสรวล (บาทเอก)
 เมื่ออยู่เดียวเปลี่ยวกายใจคร่ำครวญ  ก็ชักชวนให้คิดประดิษฐ์กลอน (บาทโท)
 ใช้ชำนาญการกวีเช่นศรีปราชญ์  เขียนนิราศก็เพราะรักเชิงอักษร (บาทเอก)
 บันทึกเรื่องที่เห็นเป็นตอนตอน  ให้สมรมิตรอ่านเป็นขวัญตา (บาทโท)
 มิใช่สารคดีมีประโยชน์  จึงมีโอดมีครวญรัญจวนหา (บาทเอก)
 ตามแบบแผนบรรพกาลโบราณมา  เป็นสาราเรื่องพรากจากอนงค์ (บาทโท)

                                                                               -จากนิราศหัวหิน-
หลักนิยมทั่วไปของกลอน
๑. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ และวรรคที่ ๒ ก็ดี คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ และวรรคที่ ๔ ก็ดี ไม่ควรใช้คำ ที่มีเสียงเหมือนกัน หรือคำที่ใช้สระ และตัวสะกด ในมาตราเดียวกัน เช่น 
     ก. ในไพรสณฑ์พรั่งพรึบด้วยพฤกษา  แนววนาน่ารักด้วยปักษา
     ข. เขาเดินทุ่งมุ่งลัดตัดมรรคา  มั่นหมายมาเพื่อยับยั้งเคหา
     ค. เห็นนกน้อยแนบคู่คิดถึงน้อง  มันจับจ้องมองตรงส่งเสียงร้อง
๒. คำที่รับสัมผัส ในวรรคที่ ๒ และที่ ๔ ควรให้ตำแหน่งสัมผัส ตกอยู่ที่พยางค์สุดท้าย ของคำ ไม่ควรให้สัมผัสลงที่ต้นคำ หรือกลางคำ ยิ่งเป็นกลอนขับร้อง ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้เสียความ ในเวลาขับร้อง เช่น 
                             สดับถ้อยสุนทรนอนดำริ จนสุริยาแจ้งแจ่มเวหา

คำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ



              คำประพันธ์ประเภทโคลงเป็นคำประพันธ์ดั้งเดิมของไทยเรา นิยมกันอย่างแพร่หลายในสมัยโบราณ

               โคลงสี่สุภาพเป็นคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองชนิดหนึ่ง ซึ่งมีปรากฏในวรรณคดีไทยมานานแล้ว วรรณคดีไทยฉบับที่เก่าและมีชื่อเสียงมากฉบับหนึ่งคือ "ลิลิตพระลอ" มีโคลงสี่สุภาพบทหนึ่งถูกยกมาเป็นบทต้นแบบที่แต่งได้ถูกต้องตามลักษณะบังคับของโคลงสี่สุภาพ คือนอกจากจะมีบังคับสัมผัสตามที่ต่าง ๆ แล้ว ยังบังคับให้มีวรรณยุกต์เอกโทในบางตำแหน่งด้วย กล่าวคือ มีเอก 7 แห่ง และโท 4 แห่ง เรียกว่า เอกเจ็ดโทสี่
                                                      

การประพันธ์โคลงสี่สุภาพ
การประพันธ์โคลงสี่สุภาพเป็นประณีตศิลป์ ที่ใช้ถ้อยคำตัวอักษรเป็นสื่อแสดงความคิดของผู้สรรค์สร้าง ซึ่งต้องการสะท้อนอารมณ์สะเทือนใจและก่อให้ผู้อ่านคล้อยตามไปด้วย ผู้อ่านต้องรับรู้ความงามด้วยใจโดยตรง ดังนั้นผู้สร้างสรรค์งานวรรณศิลป์จึงต้องช่างสังเกต รู้จักพินิจพิจารณามองเห็นจุดที่คนอื่นมองข้ามหรือคาดไม่ถึง และใช้ถ้อยคำที่ละเมียดละไม ผลงานนั้นจึงจะทรงคุณค่า
แผนผังโคลงสี่สุภาพ

 

โคลงสี่สุภาพ 1 บท มี 4 บาท     บาท 1, 2, 3 มี 2 วรรค วรรคหน้า 5 คำ วรรคหลัง 2 คำ  บาทที่ 4 วรรคหน้ามี 5 คำ วรรคหลัง 4 คำ  ท้ายบาทที่ 1 และ 3 อาจมีคำสร้อยบาทละ 2 คำ  1 บทรวม 30 คำ     กรณีมีคำสร้อยทั้งบาทที่1 และบาทที่ 3 จะมีจำนวนคำ 32-34 คำ

ลักษณะโคลงสี่สุภาพ

คณะของโคลงสี่สุภาพ บทหนึ่งมี 4 บาท (เขียนเป็น 4 บรรทัด) 1 บาทแบ่งออกเป็น 2 วรรค โดยวรรคแรกกำหนดจำนวนคำไว้ 5 คำ ส่วนวรรคหลัง ในบาทที่ 1,2 และ 3 จะมี 2 คำ (ในบาทที่ 1 และ 3 อาจเพิ่มสร้อยได้อีกแห่งละ 2 คำ) ส่วนบาทที่ 4 วรรคที่ 2 จะมี 4 คำ รวมทั้งบท มี 30 คำ และเมื่อรวมสร้อยทั้งหมดอาจเพิ่มเป็น 34 คำ
ส่วนที่บังคับ เอก โท (เอก 7 โท 4) ดังนี้
บาทที่ 1 (บาทเอก) วรรคแรก คำที่ 4 เอก และคำที่ 5 โท
บาทที่ 2 (บาทโท) วรรคแรก คำที่ 2 เอก วรรคหลัง คำแรก เอก คำที่ 2 โท
บาทที่ 3 (บาทตรี) วรรคแรก คำที่ 3 เอก วรรคหลัง คำที่ 2 เอก
บาทที่ 4 (บาทจัตวา) วรรคแรก คำที่ 2 เอก คำที่ 5 โท วรรคหลัง คำแรก เอก คำที่ 2 โท
หนังสือจินดามณี ของ พระโหราธิบดี อธิบายการประพันธ์โคลงสี่สุภาพไว้ว่า
สิบเก้าเสาวภาพแก้วกรองสนธิ์
จันทรมณฑลสี่ถ้วน
พระสุริยะเสด็จดลเจ็ดแห่ง
แสดงว่าพระโคลงล้วนเศษสร้อยมีสอง


  • เสาวภาพ (แผลงมาจาก สุภาพ) หมายถึงคำที่มิได้กำหนดรูปวรรณยุกต์ ทั้ง เอก โท ตรี และจัตวา (ส่วนคำที่มีรูปวรรณยุกต์กำกับเรียกว่า พิภาษ)
  • จันทรมณฑล หมายถึง คำที่กำหนดรูปวรรณยุกต์โท 4 แห่ง
  • พระสุริยะ หมายถึง คำที่กำหนดรูปวรรณยุกต์เอก 7 แห่ง
  • รวมคำที่กำหนดรูปวรรณยุกต์เอกและโท 11 คำ หรือ อักษร
  • โคลงสุภาพบทหนึ่งมี 30 คำ (ไม่รวมสร้อย)
  • คำที่กำหนดรูปวรรณยุกต์เอก อาจใช้คำตายแทนได้
  • คำที่กำหนดรูปวรรณยุกต์โท แทนด้วยคำอื่นไม่ได้ ต้องใช้รูปโทเท่านั้น
  • คำที่ไม่กำหนดรูปวรรณยุกต์ หรือคำสุภาพมี 19 คำ มีหรือไม่มีรูปวรรณยุกต์ก็ไม่ถือว่าผิด
  • ในชุด 19 คำแม้ไม่กำหนดรูปวรรณยุกต์ ในท้ายวรรคทุกวรรคต้องไม่มีรูปวรรณยุกต์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะทำให้น้ำหนักของโคลงเสียไป ได้แก่คำที่กากบาทในแผนผังข้างล่าง
๐ ๐ ๐ เอก โท๐ X (๐ ๐)
๐ เอก ๐ ๐ Xเอก โท
๐ ๐ เอก ๐ X๐ เอก (๐ ๐)
๐ เอก ๐ ๐ โทเอก โท ๐ X


โคลงสี่สุภาพที่มีรูปวรรณยุกต์ตรงตามบังคับนั้นมีตัวอย่างอยู่หลายเรื่อง เช่น ลิลิตพระลอ โคลงนิราศนรินทร์ โคลงนิราศพระประธม เป็นต้น ตัวอย่างจากหนังสือจินดามณี พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ว่าดังนี้
นิพนธ์กลกล่าวไว้เป็นฉบับ
พึงเพ่งตามบังคับถี่ถ้วน
เอกโทท่านลำดับโดยที่ สถิตนา
ทุกทั่วลักษณะล้วนเล่ห์นี้คือโคลง


การแต่งโคลงสี่สุภาพต่อกันหลายๆ บท เป็นเรื่องราวอย่างโคลงนิราศ โคลงเฉลิมพระเกียรติ โคลงสุภาษิต หรือโคลงอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ อาจทำได้ 2 ลักษณะ คือ โคลงสุภาพชาตรี และ โคลงสุภาพลิลิต
  • โคลงสุภาพชาตรี ไม่มีสัมผัสระหว่างบท ส่วนใหญ่กวีนิพนธ์แบบเก่าจะนิยมแบบนี้เป็นส่วนมาก
  • โคลงสุภาพลิลิต มีการร้อยสัมผัสระหว่างบท โดยคำสุดท้ายของบทต้นต้องส่งสัมผัสสระ ไปยังคำที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 ในบทต่อไป
เช่น
1. บุเรงนองนามราชเจ้าจอมรา มัญเฮย
ยกพยุหแสนยายิ่งแกล้ว
มอญม่านประมวลมาสามสิบ หมื่นแฮ
ถึงอยุธเยศแล้วหยุดใกล้นครา
2. พระมหาจักรพรรดิเผ้าภูวดล สยามเฮย
วางค่ายรายรี้พลเพียบหล้า
ดำริจักใคร่ยลแรงศึก
ยกนิกรทัพกล้าออกตั้งกลางสมร
3. บังอรอัคเรศผู้พิศมัย ท่านนา
นามพระสุริโยทัยออกอ้าง
ทรงเครื่องยุทธพิไชยเช่นอุปราชแฮ
เถลิงคชาธารคว้างควบเข้าขบวนไคล
โคลงภาพเรื่องพระราชพงศาวดาร


สัมผัส

        สัมผัสบังคับ เรียกอีกอย่างว่า "สัมผัสนอก" หมายถึงสัมผัสที่กำหนดเป็นแบบแผนในคำประพันธ์ เป็นสัมผัสสระ คือมีเสียงสระและตัวสะกดมาตราเดียวกัน ดังนี้
บาทแรก คำสุดท้ายของวรรคที่ 2 สัมผัสกับ คำสุดท้ายของวรรคแรก ในบาทที่ 2 และ 3
บาทที่ 2 คำสุดท้ายของวรรคที่ 2 สัมผัสกับ คำสุดท้ายของวรรคแรก ในบาทที่ 4
ในจินดามณี ฉบับพระโหราธิบดี อธิบายสัมผัสบังคับของโคลงสี่สุภาพไว้ว่า
ให้ปลายบาทเอกนั้นมาฟัด
ห้าที่บทสองวัจน์ชอบพร้อง
บทสามดุจเดียวทัดในที่ เบญจนา
ปลายแห่งบทสองต้องที่ห้าบทหลัง


 คำสร้อย

คำสร้อยซึ่งใช้ต่อท้ายโคลงสี่สุภาพในบาทที่ 1 และบาทที่ 3 นั้น จะใช้ต่อเมื่อความขาด หรือยังไม่สมบูรณ์ หากได้ใจความอยู่แล้วไม่ต้องใส่ เพราะจะทำให้ "รกสร้อย"
คำสร้อยที่นิยมใช้กันเป็นแบบแผนมีทั้งหมด 18 คำ
  1. พ่อ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล
  2. แม่ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล หรือเป็นคำร้องเรียก
  3. พี่ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล อาจใช้เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 ก็ได้
  4. เลย ใช้ในความหมายเชิงปฏิเสธ
  5. เทอญ มีความหมายเชิงขอให้มี หรือ ขอให้เป็น
  6. นา มีความหมายว่าดังนั้น เช่นนั้น
  7. นอ มีความหมายเช่นเดียวกับคำอุทานว่า หนอ หรือ นั่นเอง
  8. บารนี สร้อยคำนี้นิยมใช้มากในลิลิตพระลอ มีความหมายว่า ดังนี้ เช่นนี้
  9. รา มีความหมายว่า เถอะ เถิด
  10. ฤๅ มีความหมายเชิงถาม เหมือนกับคำว่า หรือ
  11. เนอ มีความหมายว่า ดังนั้น เช่นนั้น
  12. ฮา มีความหมายเข่นเดียวกับคำสร้อย นา
  13. แล มีความหมายว่า อย่างนั้น เป็นเช่นนั้น
  14. ก็ดี มีความหมายทำนองเดียวกับ ฉันใดก็ฉันนั้น
  15. แฮ มีความหมายว่า เป็นอย่างนั้นนั่นเอง ทำนองเดียวกับคำสร้อยแล
  16. อา ไม่มีความหมายแน่ชัด แต่จะวางไว้หลังคำร้องเรียกให้ครบพยางค์ เช่น พ่ออา แม่อา พี่อา หรือเป็นคำออกเสียงพูดในเชิงรำพึงด้วยวิตกกังวล
  17. เอย ใช้เมื่ออยู่หลังคำร้องเรียกเหมือนคำว่าเอ๋ยในคำประพันธ์อื่น หรือวางไว้ให้คำครบตามบังคับ
  18. เฮย ใช้เน้นความเห็นคล้อยตามข้อความที่กล่าวหน้าสร้อยคำนั้น เฮย มาจากคำเขมรว่า "เหย" แปลว่า "แล้ว" จึงน่าจะมีความหมายว่า เป็นเช่นนั้นแล้ว ได้เช่นกัน


                                     

       โคลงสี่สุภาพ 1 บท มี 4 บาท     บาท 1, 2, 3 มี 2 วรรค วรรคหน้า 5 คำ วรรคหลัง 2 คำ  บาทที่ 4 วรรคหน้ามี 5 คำ วรรคหลัง 4 คำ  ท้ายบาทที่ 1 และ 3 อาจมีคำสร้อยบาทละ 2 คำ  1 บทรวม 30 คำ     กรณีมีคำสร้อยทั้งบาทที่1 และบาทที่ 3 จะมีจำนวนคำ 32-34 คำ
             
 การอ่านโคลงสี่สุภาพ
        โคลงสี่สุภาพ เป็นโคลงที่ซึ่งนิยมอ่านกันโดยทั่วไป ส่วนโคลงสอง โคลงสามมิได้นำมากล่าวถึง เนื่องจากในปัจจุบันที่นิยมอ่านน้อย การอ่านโคลงสี่สุภาพนั้นเป็นพื้นฐานสำหรับอ่านโคลงกระทู้ โคลงดั้น ซึ่งมีลีลาและท่วงทำนองที่เหมือนกัน การอ่านโคลงเป็นเรื่องที่ผู้อ่านจะต้องศึกษากับผู้รู้โดยเฉพาะเช่นกัน จึงจะสามารถอ่านได้ดี ถูกต้องตามทำนองและมีความไพเราะ


           การแบ่งจังหวะในการอ่านโคลงสี่สุภาพ

ในการแบ่งจังหวะเพื่ออ่านโคลงสี่สุภาพผู้รู้บางท่านแบ่งจังหวะต่างกันเช่น อาจารย์ กำชัย ทองหล่อ อธิบายว่า จำนวนคำ 5 คำของวรรคหน้านั้นแบ่งเป็น 2 จังหวะ จังหวะแรก 2 คำ จังหวะที่ 2 มี 3 คำ ส่วน จิตร ภูมิศักดิ์ แบ่ง 2 จังหวะเช่นกัน แต่จังหวะที่ 1 อ่าน 2 จังหวะที่ 2 อ่าน 3 คำ นันทา ขุนภักดี อธิบายไว้ในหนังสือคีตวรรณกรรมว่า จะแบ่งจังหวะ 2 จังหวะหน้าจะเป็น 2 หรือ 3 คำก็ได้ ข้อสำคัญอยู่ตรงที่จะต้องอ่านเก็บคำให้ครบความหมายและต้องไม่ฉีกคำ ซึ่งอาจทำให้ความหมายของเนื้อความคลาดเคลื่อนได้
ในกรณีที่มีคำสร้อยให้เพิ่มขึ้นอีก 1 จังหวะ วรรคสุดท้ายของบทอ่าน ไม่เว้นวรรคทั้ง 4 คำ ในคำที่สองทอดเสียงเชื่อมกับคำที่ 3 เพื่อความไพเราะ
                       00/00่0้                                  00      00
                       00่/000                                  0่0้
                       00/0่00                                  00่      00
                       00่/000้                                  0่0้/00


ตัวอย่างโคลงสี่สุภาพ
                    “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง                  อันใด    พี่เอย
                      เสียงย่อมยอยศใคร                    ทั่วหล้า
                      สองเขือพี่หลับใหล                     ลืมตื่น   ฤาพี่
                      สองพี่คิดเองอ้า                          อย่าได้ถามเผือ”
                                                                                                               (ลิลิตพระลอ)

      ทำนองในการอ่านโคลงสี่สุภาพ

1. ในวรรคที่ 1, 2 ของบาทที่ 1 และวรรคที่ 1 ของบาทที่ 2 อ่านด้วยเสียงปกติธรรมดา
2. วรรคที่ 2 ของบาทที่ 2 ลดเสียงลงต่ำ
3. ถ้าคำท้ายวรรคที่ 2 ของบาทที่ 2 เป็นคำที่มีเสียงตรี จะต้องอ่านออกเสียงตรีแท้ ๆ จะ
ไม่อ่านออกเสียงตรีแล้วเลื่อนเสียงเป็นเสียงโทจะทำให้เสียงเพี้ยน
4. ในวรรคที่ 1 ของบาทที่ 3 อ่านเสียงสูง
5. ในวรรคที่ 2 ของบาทที่ 3 อ่านเสียงระดับปกติธรรมดา
6. ในวรรคที่ 1, 2 ของบาทที่ 4 อ่านเสียงระดับปกติธรรมดา
7. ในวรรคสุดท้ายอ่านต่อเนื่องกันทั้งหมดไม่หยุดเว้นวรรค โดยนิยมเอื้อนระหว่างคำที่ 2-3


          บทฝึกอ่านโคลง

                                อัญขยมบรมนเรศเรื้อง         รามวงศ์
                          พระผ่านแผ่นไผททรง                 สืบไท้
                           แสวงยิ่งสิ่งสดับองค์                   โอวาท
                           หวังประชาชนให้                       อ่านแจ้งคำโคลง

                                ครรโลงโลกนิตินี้                 นมนาน
                          มีแต่โบราณกาล                        เก่าพร้อง
                          เป็นสุภาษิตสาร                         สอนจิต
                         กลดั่งสร้อยสอดคล้อง                 เวี่ยไว้ในกรรณ

                              (ประชุมโคลงโลกนิติ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2511 หน้า 1)




                                                                                           


    

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คำประพันธ์ไทย

คำประพันธ์ไทย

ความหมายของคำประพันธ์
              คำประพันธ์ หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงให้เป็นระเบียบตามบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์ โดยมีกำหนดข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้เกิดความครึกครื้นและมีความไพเราะ แตกต่างไปจากถ้อยคำธรรมดา
ความเป็นมาของคำประพันธ์ไทย


ความเป็นมาของ คำประพันธ์
                คำประพันธ์ของไทยถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ครั้งใด ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ แต่ถ้าเชื่อตามที่เคยกล่าวกันมาว่าไทยเป็นชาตินักกลอนแล้ว คำประพันธ์ของไทยต้องมีมาก่อนที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช จะทรงประดิษฐ์อักษรไทยในปี พ.ศ. ๑๘๒๖ แต่เป็นคำประพันธ์ที่บันทึกไว้ในสมอง และถ่ายทอดกันด้วยปาก หรือที่เรียกว่า กลอนสด นั่นเอง
               คำประพันธ์หรือบทร้อยกรอง มาปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในวรรณคดีเรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำ หรือ ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า ซึ่งเชื่อกันว่าแต่งใน รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง พ.ศ. ๑๘๒๙ - ๑๙๑๒) เป็นคำประพันธ์ประเภทโคลงกับร่าย

                ถ้าสังเกตดูในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย หลักที่ ๑ จะมีลักษณะคำประพันธ์ หรือบทร้อยกรองเพราะจะเห็นลักษณะซึ่งเกิดจากการใช้คำคล้องจองกัน เช่น ในน้ำมาปลา ในนามีข้าว เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ไพร่ฟ้าหน้าใส
                คำประพันธ์ไทยนี้ สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ ใช้เรียกวรรณกรรมประเภทที่มีลักษณะบังคับในการแต่ง หรือมีการกำหนดคณะว่า ร้องกรอง ควบคู่กันกับคำว่า ร้องแก้ว อันเป็นความเรียง
               คำประพันธ์ที่เรียกว่า ร้อยกรอง ในปัจจุบันนี้ โบราณเรียกกันหลายอย่าง เช่น กลอน ในลิลิตพระลอ กาพย์ ในกาพย์มหาชาติฉันท์ ในลิลิตยวนพ่าย กานท์ ในทวาทศมาส และอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า บทกลอน กาพย์กลอน  บทกวี กวีนิพนธ์ กวีวัจนะบทประพันธ์ และ คำประพันธ์


ฉันทลักษณ์
          ฉันทลักษณ์ คือ ตำราที่ว่าด้วยวิธีร้อยกรองถ้อยคำหรือเรียบเรียงถ้อยคำให้เป็นระเบียบ ตามลักษณะบังคับหรือบัญญัติที่นักปราชญ์ได้วางเป็นแบบไว้
             ถ้อยคำที่ร้อยกรองขึ้นตามบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์ เรียกว่า คำประพันธ์
             คำประพันธ์ คือถ้อยคำที่ได้ร้อยกรองหรือเรียบเรียงขึ้น โดยมีข้อบังคับ จำกัดคำและวรรคตอนให้รับสัมผัสกันไพเราะ ตามกฎเกณฑ์ที่ได้วางไว้ในฉันทลักษณ์


ลักษณะคำประพันธ์ที่ดี
          คำประพันธ์ที่ดีต้องมีลักษณะสามประการ –
                - มีข้อความดี
                - มีสัมผัสดี
                - แต่งถูกต้องตามลักษณะบังคับ


 ลักษณะบังคับ หรือบัญญัติ ในการเรียบเรียงคำประพันธ์
ลักษณะบังคับ หรือบัญญัติ ในการเรียบเรียงคำประพันธ์ทั้งปวงมีอยู่ ๘ อย่าง คือ
 ๑. ครุ  ลหุ
ครุ คือพยางค์ที่มีเสียงหนัก ได้แก่พยางค์ที่ประกอบด้วยสระเสียงยาว(ทีฆสระ)และสระเกินทั้ง ๔ คือสระ อำ ไอ ใอ เอา และพยางค์ที่มีตัวสะกดทั้งสิ้น เวลาเขียนเป็นสัญลักษณ์ใช้เครื่องหมาย ั (ไม้หันอากาศ) แทน
ลหุ คือพยางค์ที่มีเสียงเบา ได้แก่พยางค์ที่ประกอบด้วยสระสั้น(รัสสระ)ที่ไม่มีตัวสะกด เวลาเขียนเป็นสัญลักษณ์ใช้เครื่องหมาย ุ (สระอุ) แทน
 ๒. เอก  โท
เอก คือพยางค์หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกและบรรดาคำตายทั้งสิ้น ซึ่งในโคลงและร่ายใช้แทนเอกได้
เอกโทษ คือคำที่ไม่เคยใช้ไม้เอก แต่เอามาแปลงใช้โดยเปลี่ยนวรรณยุกต์เป็นเอกเพื่อให้ได้เสียงเอกตามบังคับ เช่น สั้น เป็น ซั่น ข้าว เป็น ค่าว ฝ้าย เป็น ฟ่าย เป็นต้น
                โท คือพยางค์หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์โท
โทโทษ คือคำที่ไม่เคยใช้ไม่โท แต่เอามาแปลงโดยเปลี่ยนวรรณยุกต์เป็นโท เพื่อให้ได้เสียงตามบังคับเช่น ว่าย เป็น หว้าย ซ่อน เป็น ส้อน ล่อง เป็น หล้อง เป็นต้น
                ๓. คณะ คือแบบบังคับที่วางกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า คำประพันธ์ชนิดนั้นต้องมีเท่านั้นวรรค เท่านั้นคำ และต้องมีเอก – โท ครุลหุตรงนั้นๆ และที่สำคัญคำประพันธ์ทุกชนิดจะต้องมีคณะ ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นคำประพันธ์ นี้กล่าวโดยทั่วไป
ตัวอย่างคณะของโคลง ๔ สุภาพ มีดังนี้
โคลงสีสุภาพบทหนึ่งมี ๔ บาท บาทที่ ๑,๒ และ ๓ มีบาทละ ๒ วรรค และมีจำนวนคำเท่ากันทั้ง ๓ บาท คือบาทละ ๗ คำ ส่วนบาทที่ ๔ มีสองวรรคเช่นเดียวกัน แต่มีจำนวนคำเพิ่มขึ้นในวรรคหลังอีกสองคำ
แต่สำหรับใน “ฉันท์” คำว่าคณะมีความหมายแคบ คือลักษณะที่วางคำเสียงหนักเสียงเบาที่เรียกว่า “ครุลหุ” และแบ่งออกเป็น ๘ คณะ คณะหนึ่งมีอยู่ ๓ คำ เรียงครุและลหุไว้ต่างๆกัน
                คณะทั้ง ๘นั้นคือ – ย ร ต ภ ช ส ม น ชื่อคณะทั้ง ๘ นี้เป็นอักษรที่ย่อมาจากคำเต็ม คือ -
                ย              มาจาก                     ยชมาน                    แปลว่า                    พราหมณ์บูชายัญ
                ร              ”                              รวิ                           ”                              พระอาทิตย์
                ต             ”                              โตย                         ”                              น้ำ
                ภ             ”                              ภูมิ                           ”                              ดิน
                ช             ”                              ชลน                        ”                              ไฟ
                ส             ”                              โสม                        ”                              พระจันทร์
                ม             ”                              มารุต                       ”                              ลม
                น             ”                              นภ                          ”                              ฟ้า
                วัตถุทั้ง ๘ นี้รวมเรียกว่า “อัษฏมูรติ” แปลว่าแปดรูปกาย ทางไสยศาสตร์ถือวาเป็นรูปกายของพระศิวะหรืออิศวร เพราะฉะนั้น อักษรชื่อคณะฉันท์ทั้งแปดนี้ จึงบ่งถึงพระอิศวรโดยเฉพาะ
                ในตำราพฤตตรัตนากรของท่านเกทารภัฏฏะ ได้อธิบายความหมายของอักษรทั้ง ๘ ไว้ว่า
                                ม             เป็นเครื่องหมายบ่งถึง                           ศรี
                                ย                              ”                                              วุฒิ
                                ร                              ”                                              พินาศ
                                ส                             ”                                              สัญจร
                                ต                             ”                                              การถูกขโมย
                                ช                             ”                                              โรค
                                ภ                             ”                                              ยศรุ่งเรือง
                                น                             ”                                              อายุ
                เรื่องชื่อของคณะนี้ ความจริงไม่สู้จำเป็นในการเรียนฉันทลักษณ์ในภาษาไทย เพราะเรามุ่งจำครุลหุกันมากกว่าที่จะจำชื่อคณะ ทั้งการจัดวรรคต้องของฉันทลักษณ์ในภาษาไทยก็ไม่เหมือนในบาลีและสันสกฤต เพราะฉะนั้น จำครุลหุเป็นฉันท์ไป จึงเป็นการเบาสมองกว่า ในที่นี้เป็นเพื่อการประดับความรู้เท่านั้น
                ๔. พยางค์ คือจังหวะเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆหรือหน่วยเสียงที่ประกอบด้วยสระตัวเดียว จะมีความหมายหรือไม่ก็ตาม คำที่ใช้บรรจุในบทร้อยกรองต่างๆนั้น ล้วนหมายถึง คำพยางค์ ทั้งสิ้น คำพยางค์นี้ถ้ามีเสียงเป็นลหุ จะรวม ๒ พยางค์เป็นคำหนึ่งหรือหน่วยหนึ่งในการแต่งร้อยกรองก็ได้ แต่ถ้ามีเสียงเป็นครุจะรวมกันไม่ได้ ต้องใช้พยางค์ละคำ
ในคำประพันธ์ประเภทฉันท์ ซึ่งถือ ครุ ลหุ เป็นสำคัญ จะนับแต่ละพยางค์เป็น ๑ คำเสมอ เช่น สุจริต นับเป็น ๓ พยางค์ ( ๓ คำ) แต่ถ้าสุจริตไปอยู่ในโคลง เช่น
สุจริต คือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง จะนับเพียง ๒ คำเท่านั้น คือให้รวมเสียงลหุ ๒ พยางค์ที่อยู่ใกล้กันเป็น ๑ คำ
ในทำนองเดียงกัน ถ้าคำใดมี ๒ พยางค์ เป็นลหุพยางค์หนึ่ง เช่น ประโยชน์ ภุชงค์ สลบ สบาย ก็อนุโลมให้นับเป็น ๑ พยางค์ (คำ) ได้
จะเห็นได้ว่าในการนับพยางค์ (คำ) นั้น ต้องแล้วแต่ลักษณะการบังคับของร้อยกรองแต่ละประเภท ซึ่งผู้แต่งคำประพันธ์จะต้องสังเกตให้ดี
                ๕. สัมผัส คือลักษณะบังคับที่ให้ใช้คำคล้องจองกัน คำที่คล้องจองกันหมายถึงคำที่ใช้สระและตัวสระกดในมาตราอย่างเดียวกัน แต่ต้องไม่ซ้ำอักษรหรือซ้ำเสียงกัน(สระ ไอ ใอ อนุญาตให้ใช้สัมผัสกับ อัย ได้)
ชนิดของสัมผัสมี ๔ ชนิด
    ๕.๑ สัมผัสสระ ได้แก่ คำที่มีสระตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดที่อยู่ในมาตราเดียวกัน เช่น
ไป           สัมผัสกับ                                ใจ            ไหน        ใส           วัย           ฯลฯ
จม           สัมผัสกับ                                ถม           ล่ม           ชม           ดม           ฯลฯ
เป็น         สัมผัสกับ                                เห็น         เย็น          เอ็น         เข็ญ         ฯลฯ
สูญ          สัมผัสกับ                                ทูน          มูล           คูน          ปูน          ฯลฯ
บุญ          สัมผัสกับ                                ทุน          ขุน          กุน          วุ่น           ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าคำข้างต้นนี้ แต่ละชุดใช้สระเดียวกัน และใช้ตัวสะกดในมาตราเดียวกัน แม้จะใช้วรรณยุกต์ต่างกัน ก็ถือว่าสัมผัสกันได้
ข้อควรระวัง อย่าใช้สระเสียงสั้นสัมผัสกับสระเสียงยาว แม้ว่าจะมีตัวสะกดในมาตราเดียวกันก็ตาม จะถือว่าไม่สัมผัสสระกัน เช่น บุญ กับ ทูน ได้ กับ ว่าย กิน กับ ตีน อย่างนี้ถือว่าไม่ได้
    ๕.๒ สัมผัสอักษร ได้แก่คำที่ใช้พยัญชนะตันเสียงเดียวกัน อาจเป็นอักษรที่เป็นพยัญชนะเดียวกัน หรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันก็ได้ หรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้ เช่น
                บาง         สัมผัสอักษรกับ      บน          เบียด       บัง
                ใคร         สัมผัสอักษรกับ      ขน          ฆ่า           เคียง
                กลิ้ง         สัมผัสอักษรกับ      กลับ        ไกล        เกลื่อน
                     ๕.๓ สัมผัสนอก ได้แก่คำที่บังคับให้คล้องจองกันในระหว่างวรรคหนึ่งกับอีกวรรคหนึ่ง ซึ่งมีตำแหน่งที่ต่างๆกัน ตามชนิดของคำประพันธ์นั้นๆ สัมผัสนอกนี้เป็นสัมผัสที่บังคับซึ่งจำเป็นต้องมี จะขาดไม่ได้ และจะต้องเป็นสัมผัสสระเท่านั้น
               รูปแบบการส่งสัมผัส ซึ่งคำประพันธ์ทุกชนิด จะต้องใช้แบบใดแบบหนึ่ง ดังต่อไปนี้
๑.     แบบร่าย มีลักษณะเด่นคือ ส่งสัมผัสต่อๆกันไปทุกวรรคตั้งแต่ต้นจนจบ
๒ .    แบบกานท์ หรือกลอนหัวเดียว มีลักษณะเด่นคือ ส่งสัมผัสท้ายบาทเป็นเสียงเดียวกัน ตั้งแต่บาทแรกไปจนถึงบาทสุดท้าย
๓.     แบบกลอนสังขลิก มีลักษณะเด่นคือ ไม่มีสัมผัสระหว่างบท
๔ .    แบบกลอนสุภาพ มีลักษณะเด่นคือ ส่งสัมผัสทั้งระหว่างวรรค ระหว่างบาท และระหว่างบท
๕ .    แบบกาพย์ มีลักษณะเด่นคือ ทิ้งสัมผัสระหว่างวรรคในวรรคสุดท้ายของบท
๖.     แบบโคลง มีลักษณะเด่นคือ ไม่มีสัมผัสระหว่างวรรค
 ๔ . สัมผัสใน ได้แก่คำที่คล้องจองกันและอยู่ในวรรคเดียวกัน จะเป็นสัมผัสคู่ที่เรียงคำไว้ติดกัน หรือจะเป็นสัมผัสสลับ คือเรียงคำอื่นไว้แทรกคั่นไว้ระหว่างคำที่สัมผัสนั้นก็ได้ สุดแต่จะเหมาะทั้งไม่มีกฎเกณฑ์จำกัดว่าจะต้องมีอยู่ตรงนั้นตรงนี้ อย่างสัมผัสนอก และไม่จำเป็นต้องใช้สระอย่างเดียวกันด้วย เพียงแต่ใช้อักษรเหมือนกันหรือเป็นอักษรประเภทเดียวกันหรืออักษรที่มีเสียงคู่กันก็ได้
                สัมผัสในแบ่งออกเป็นสองชนิด -
                ก. สัมผัสสระ ได้แก่คำคล้องจองที่มีสระและมาตราตัวสะกดอย่างเดียวกัน
                ข. สัมผัสอักษร ได้แก่คำคล้องจองที่ใช้อักษรชนิดเดียวกัน หรืออักษรประเภทเดียวกัน หรือใช้อักษรที่มีเสียงคู่กัน
                                                อักษรที่มีเสียงคู่กัน
                อักษรต่ำ ๑๔                                                                          อักษรสูง ๑๑
                ค ฅ ฆ                                      เสียงคู่กับ                                                ข ฃ
                ช ฌ                                               ”                                        ฉ
                ซ ( ทร 
= ซ )                                 ”                                        ศ ษ ส
                ฑ ฒ ท ธ                                       ”                                        ฐ ถ
                พ ภ                                               ”                                        ผ
                ฟ                                                   ”                                        ฝ
                ฮ                                                    ”                                        ห
                สัมผัสในที่ได้กล่าวมานี้เป็นสัมผัสที่ไม่บังคับ จึงไม่ได้มีแบบกำหนดมาแต่โบราณ แต่ถ้าไม่มีก็ขาดรสไพเราะซึ่งเป็นยอดรสรสในเชิงฉันทลักษณ์ เพราะฉะนั้น คำประพันธ์ที่ดี จะขาดสัมผัสในเสียไม่ได้ เหมือนเกสรเป็นที่เชิดชูความงามของบุปผาชาติเช่นนั้น
ในเรื่องของสัมผัสนี้ รองอำมาตย์เอกหลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรถึก) ซึ่งเป็นนักปราชญ์ และกวีในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้จัดประเภทของสัมผัสในเป็นพวกๆ ไว้ในหนังสือประชุมลำนำ ดังนี้
สัมผัสสระ แยกสัมผัสสระ เพื่อให้ไพเราะ คือ
๑.   สระเดียวกันเรียงสองคำ เรียกว่า  เคียง เช่น
                พระวิโยคโศกเศร้าเปล่าเปลี่ยว
                เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา
๒ .   สระเดียวกันเรียงกันสามคำ เรียกว่า เทียบเคียง เช่น
                อมรแมนแม่นแม้นเจ้าโฉมงาม
                ถ้ารักนักมักหน่ายคล้ายอิเหนา
๓ .  สองสระเรียงกันสระละสองคำ เรียกว่า ทบเคียง เช่น
                จึ่งแย้มเยื้อนเอื้อนโอษฐ์โปรดประภาษ
                แต่วิชาวาลีมีไฉน
                แม้นพระองค์ทรงเดชเจตนา
๔.   สระเดียวสองคำมีสระอื่นคั่นกลางหนึ่งคำ อยู่ปลายวรรค เรียกว่า เทียมแอก เช่น
                ดูประเทืองเรืองแสงทองสาดส่อง
๕ .  สระเดียวสองคำ มีสระอื่นคั่นกลางอยู่หนึ่งคำ อยู่ต้นวรรค หรือกลางวรรค เรียกว่า แทรกเคียง เช่น
                ก้ามปูแลเชือกร้อยเขาห้อยท้าย
                เมื่อยามไร้แลงามกว่าชามดิน
                ขย้ำเขี้ยวขบปากดังนาดเป็น
                ตาแม้นมองมุ่งสะดุ้งกาย
๖ .  สระเดียวสองคำมีสระอื่นคั่นกลางสองคำ เรียกว่า แทรกแอก เช่น
                เราขอบใจจะเลี้ยงให้เที่ยงธรรม์
ถ้าจะคิดจริงๆ ก็มีเพียง ๔ แบบ คือ ตัดข้อ ๔ กับข้อ ๖ ออกไปได้ ส่วนสัมผัสที่เป็นสัมผัสพยัญชนะ ท่านกำหนดไว้ ๗ แบบดังนี้
๑ .  ใช้พยัญชนะต้นตัวเดียวกันเรียงสองคำ เรียกว่า คู่ เช่น
                จนลืมตัวมัวหมองเพราะต้องตา
                เป็นทุกข์ร้อนรักนางถึงอย่างนี้
๒.   ใช้พยัญชนะเดียวกันเรียงกันสามคำ เรียกว่า เทียบคู่ เช่น
                เขาว่าไว้หวานนักก็มักรา
                อย่าถือใจแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
                จะได้ชูเชยชมสมเกสร
                จงตรึกตราตรองความตามบุราณ
๓ .  ใช้พยัญชนะเดียวกันเรียงสี่คำซ้อน เรียกว่า เทียบรถ เช่น
                เสียงจิ้งหรีดหวีดแว่ววิเวกใจ
                ต้องตรึกตราตรอมจิตเพราะปิดความ
๔.   ใช้พยัญชนะเดียวกันเรียงห้าคำซ้อน เรียกว่า เทียมรถ เช่น
                ยามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก
                พี่จำใจจำจากเจ้าพรากมา
                มานึกหน้านิ่มน้องนวลผ่องพรรณ
๕ ใช้พยัญชนะต้นเรียงกันเป็นสองคู่ เรียกว่า ทบคู่ เช่น
                ขอหมายมั่นบุญเบื้องบูรพา (เพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง)
                หม้อข้าวขันตกแตกกระจายราย (นิราศพระบาท)
                มีรูปรากษกสองอสูรขยัน (นิราศพระบาท)
                จะโครมครึก เซ็งแซ่ด้วยแต่สังข์
๖.   ใช้พยัญชนะเดียวสองคำมีพยัญชนะอื่นคั่นกลางหนึ่งคำ เรียกว่า แทรกคู่ เช่น
                ขอหมายมั่นกว่าจะม้วยชนมาน
                เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
                เสียดายเกิดมาเกินน่าน้อยใจ
                ดังป่าช้าพงชัฏสงัดคน
๗ ใช้พยัญชนะเดียวสองคำ มีพยัญชนะอื่นคั่นกลางสองคำ เรียกว่า แทรกรถ เช่น
                ก็เหมือนอกกระต่ายดงที่หลงเดือน
                ดลใจมิตรอย่าให้เหมือนกับกรุงใหญ่
                ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต
                แต่เดือนยี่นี่ก็ย่างเข้าเดือนสาม
                ๖. คำเป็นคำตาย คำเป็น คือคำที่ประกอบด้วยสระเสียงยาว(ทีฆสระ)ในแก่ ก กา และคำที่มีตัวสะกดในแม่ กน กง กม เกย (คำที่มีตัว ว สะกด จัดอยู่ในแม่เกย) รวมทั้งสระสั้นทั้ง ๔ ตัว คือ อำ ใอ ไอ เอา
                คำตาย คือคำที่ประกอบด้วยสระเสียงสั้น(รัสสระ)ในแม่ ก กา และคำที่มีตะสะกดในแม่ กก กด กบ ในการแต่งโคลงที่ชนิดใช้คำตายแทน เอก ได้
                ๗. คำนำ คือคำที่ใช้กล่าวขึ้นต้นสำหรับเป็นบทนำในคำประพันธ์ เป็นคำเดียวบ้าง เป็นวลีบ้าง เช่น เมื่อนั้น บัดนั้น โฉมเฉลา น้องเอ๋ยน้องรัก รถเอ๋ยรถทรง ครานั้น สักวา ฯลฯ บางทีก็ใช้คำนามตรงๆเหมือนอย่างเช่น นามอาลปนะ
                ๘. คำสร้อย คือคำที่ใช้สำหรับลงท้ายบทหรือท้ายบาทของคำประพันธ์ ซึ่งตามธรรมดามีคำที่มีความหมายอยู่ข้างหน้าแล้วแต่ยังไม่ครบจำนวนตามคำที่บัญญัติไว้ในคำประพันธ์ จึงต้องเติมสร้อยเพื่อให้มีคำครบตามจำนวนและเป็นการเพิ่มสำเนียงให้ไพเราะในการอ่านด้วย คำสร้อยนี้จะเป็นคำนาม คำวิเศษณ์ คำกิริยาอนุเคราะห์ คำสันธาน หรือคำอุทานก็ได้ แต่ถ้าเป็นคำอุทานที่มีรูปวรรณยุกต์ต้องตัดรูปวรรณยุกต์เอกออก และไม่ต้องมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ มิฉะนั้นจะขัดต่อการอ่านทำนองเสนาะ และในการใช้นั้นควรเลือกคำที่ท่านวางไว้เป็นแบบฉบับ คำสร้อยนี้ต้องเป็นคำเป็น จะใช้คำตายไม่ได้ และใช้เฉพาะบทประพันธ์ชนิดโคลงและร่ายเท่านั้น
คำสร้อยที่นิยมใช้กันเป็นแบบแผนมีทั้งหมด ๑๘  คำ
๑.พ่อ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล
๒.แม่ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล หรือเป็นคำร้องเรียก
๓.พี่ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล อาจใช้เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 ก็ได้
๔.เลย ใช้ในความหมายเชิงปฏิเสธ
๕.เทอญ มีความหมายเชิงขอให้มี หรือ ขอให้เป็น
๖.นา มีความหมายว่าดังนั้น เช่นนั้น
๗.นอ มีความหมายเช่นเดียวกับคำอุทานว่า หนอ หรือ นั่นเอง
๘.บารนี สร้อยคำนี้นิยมใช้มากในลิลิตพระลอ มีความหมายว่า ดังนี้ เช่นนี้
๙.รา มีความหมายว่า เถอะ เถิด
๑๐.ฤๅ มีความหมายเชิงถาม เหมือนกับคำว่า หรือ
๑๑.เนอ มีความหมายว่า ดังนั้น เช่นนั้น
๑๒.ฮา มีความหมายเข่นเดียวกับคำสร้อย นา
๑๓.แล มีความหมายว่า อย่างนั้น เป็นเช่นนั้น
๑๔.ก็ดี มีความหมายทำนองเดียวกับ ฉันใดก็ฉันนั้น
๑๕.แฮ มีความหมายว่า เป็นอย่างนั้นนั่นเอง ทำนองเดียวกับคำสร้อยแล
๑๖.อา ไม่มีความหมายแน่ชัด แต่จะวางไว้หลังคำร้องเรียกให้ครบพยางค์ เช่น พ่ออา แม่อา พี่อา หรือเป็นคำออกเสียงพูดในเชิงรำพึงด้วยวิตกกังวล
๑๗.เอย ใช้เมื่ออยู่หลังคำร้องเรียกเหมือนคำว่าเอ๋ยในคำประพันธ์อื่น หรือวางไว้ให้คำครบตามบังคับ
๑๘.เฮย ใช้เน้นความเห็นคล้อยตามข้อความที่กล่าวหน้าสร้อยคำนั้น เฮย มาจากคำเขมรว่า "เหย" แปลว่า "แล้ว" จึงน่าจะมีความหมายว่า เป็นเช่นนั้นแล้ว ได้เช่นกัน
อ้างอิง :http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E
๙ เสียงวรรณยุกต์ หมายถึงคำที่มีเสียงวรรณยุกต์ทั้ง ๕ เสียง เสียงวรรณยุกต์นี้เป็นลักษณะสำคัญที่ใช้บังคับในกลอนและกาพย์บางชนิด เช่น กลอนสุภาพ คำสุดท้ายของวรรครับห้ามใช้เสียงสามัญ
เสียงวรรณยุกต์มี ๕ เสียง ดังนี้
เสียงสามัญ ได้แก่ พื้นเสียงคำของอักษรกลาง และอักษรต่ำ เช่น มา ลา วา ไป ไกล เชิญ บุญ
เสียงเอก ได้แก่ เสียงอักษรกลางและอักษรสูงที่บังคับไม้เอก เช่น บ่า ไป่ ข่า เตี่ยว แผ่น ถั่ว กับเสียงอักษรกลางและอักษรสูงที่เป็นคำตาย เช่น กับ ขบ เจ็บ ฝาก สัก อก และอักษรต่ำที่มี ห นำ และบังคับไม้เอก เช่น อย่าง หน่อ เหลี่ยม หวั่น
เสียงโท ได้แก่ เสียงอักษรกลางและอักษรสูงที่บังคับไม้โท เช่น เก้า ฝ้าย ห้อง อ้อน แป้ง กับเสียงอักษรต่ำที่บังคับไม้เอก แต่อ่านเป็นเสียงโท เช่น ล่า โธ่ พร่า ยั่ว แม่ พ่อ
เสียงตรี ได้แก่ เสียงอักษรกลางที่บังคับไม้ตรี เช่น บ๊อง อี๊ก กรี๊ด โต๊ะ จ๊ะ และคำตายอักษรตำที่เป็นสระเสียงสั้น เช่น พุ ละ เพราะ ลด
เสียงจัตวา ได้แก่ เสียงอักษรกลางที่บังคับไม้จัตวา เช่น ป๋า  อ๋อง จ๋า จ๋อ เดี๋ยว กับพื้นเสียงคำเป็นอักษรสูง เช่น โข ผา หอม สัน และพื้นเสียงคำเป็นของอักษรต่ำที่มี ห นำ เช่น หมอ หนา โหล เหมือน


ตารางแสดงลักษณะบังคับของคำประพันธ์
ลักษณะคำประพันธ์
คณะ
พยางค์
สัมผัส
ครุ  ลหุ
เอก  โท
คำเป็น  คำตาย
เสียงวรรณยุกต์
คำสร้อย
กาพย์
ü
ü
ü
ü
ฉันท์
ü
ü
ü
ü
ร่าย
ü
ü
ü
ü
ü
โคลง
ü
ü
ü
ü
ü
ü
กลอน
ü
ü
ü
ü
ü

สุนทรียะของคำประพันธ์ไทย
สุนทรียะ คือ ความนิยมในความงามของคำประพันธ์ อันเป็นเครื่องยังให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ได้แก่ ความสุข ความเบิกบานใจ ความพอใจ และความอิ่มเอิบใจแก่ผู้อ่าน
สุนทรียะของคำประพันธ์ไทย เกิดจากองค์ประกอบ ๓ ประการคือ
๑ สุนทรียรูป คือ ฉันทลักษณ์ที่เหมาะสม ได้แก่ การเลือกใช้รูปแบบของคำประพันธ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา และอารมณ์ที่ผู้แต่งต้องการสื่อ รวมทั้งความถูกต้องตามแบบแผนของคำประพันธ์ที่ใช้นั้นด้วย
๒ สุนทรียลีลา คือ การบวนการพรรณนาที่เหมาะสม ได้แก่ความงามในด้านกระบวนการพรรณนา ซึ่งมีอยู่ ๔ กระบวน คือ
                ๑) เสาวรสจนี คือ บทชมโฉม ซึ่งได้แก่กระบวนชมความงาม
                ๒) นารีปราโมทย์ คือ บทเกี้ยว บทโอ้โลม เป็นรสแห่งความรักใคร่
                ๓) พิโรธวาทัง คือ กระบวนความตัดพ้อต่อว่า หึงหวง โกรธ ว่ากล่าวประชดประชัน
                ๔) สัลลาปังคพิไสย คือกระบวนความเศร้าโศก คร่ำครวญ อาลัย อาวรณ์
๓ สุนทรียรส คือ ความงามในด้านอารมณ์สะเทือนใจ อันเกิดจากกระบวนการพรรณนา และกลวิธีในการประพันธ์ที่เหมาะสม มีอยู่ ๙ รส คือ
                ๑) ศฤงคารรส        คือ           รสแห่งความรัก
                ๒) หาสยรส           คือ           รสแห่งความขบขัน
                ๓) กรุณารส           คือ           รสแห่งความเมตตากรุณา
                ๔) รุทธรส              คือ           รสแห่งความโกรธเคือง
                ๕) วีรรส                 คือ           รสแห่งความเพียร หรือความกล้าหาญ
                ๖) ภยานกรส          คือ           รสแห่งความกลัว
                ๗) พีภติรส             คือ           รสแห่งความชัง ความรังเกียจ
                ๘) อพภูตรส          คือ           รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ
                ๙) ศานติรส            คือ           รสแห่งความสงบ
อลังการของคำประพันธ์ไทย
อลังการของคำประพันธ์ไทย คือ เครื่องตกแต่งให้คำประพันธ์งดงาม อันได้แก่ถ้อยคำที่กวีเลือกใช้นั่นเอง
กลวิธีในการเลือกใช้ถ้อยคำเพื่อให้เกิดอลังการ เรียกว่า วรรณศิลป์
อลังการของคำประพันธ์ แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
๑ ศัพทาลังการ คือ อลังการด้านเสียงของถ้อยคำ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกและมโนภาพ ตามจินตนาการของกวีผู้อ่าน ซึ่งประกอบด้วย
                ๑ เสียงสัมผัส ทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร
                ๒ เสียงหนักเบาหรือสั้นยาว
                ๓ การซ้ำคำหรือเล่นอักษร
                ๔ การเลียนเสียงธรรมชาติ
                ๕ ระดับของถ้วยคำที่เหมาะสมกับเนื้อความ
๒ อรรถาลังการ ได้แก่ อลังการด้านความหมายอันแจ่มแจ้งของถ้วยคำ และเนื้อความของคำประพันธ์ ซึ่งอาจจะเกิดจากการใช้ถ้วยคำที่ตรงไปตรงมา การใช้โวหารและการใช้ถ้อยคำที่เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งมีส่วนประกอบ ๓ อย่าง ดังนี้
                ๑ ถ้อยคำ ที่มีความหมายตรงตามศัพท์อย่างตรงไปตรงมา
                ๒ โวหาร ได้แก่ การใช้ถ้อยคำที่จะเข้าใจความหมายได้ด้วยการตีความ มิใช่อ่านตรงๆ เช่น การกล่าวเปรียบเทียบ เป็นต้น โวหารนั้นจะช่วยให้เกิดรสในการอ่านมากขึ้น
                โวหารที่กวีนิยมใช้มีดังนี้
     อุปลักษณ์ (metaphor) เป็นการเปรียบเทียบ โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง คำที่ใช้เปรียบได้แก่ เป็น คือ เท่า 
เรียกให้เข้าใจง่ายว่า การเทียบเป็น
       อุปมา (simile) เป็นการกล่าวเปรียบเทียบ โดยใช้คำเปรียบประเภท เหมือน คล้าย ดุจ ดัง ดุจดัง ประหนึ่ง พ่าง 
เพียง กล เฉก ราวกับ ฯลฯ อุปมานี้มีชื่อเรียกให้เข้าใจง่ายว่า การเปรียบเหมือน
     อธิพจน์ (hyperbole) คือการพูดเกินความจริง
      ปฏิภาคพจน์ (paradox) คือการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายขัดแย้งกัน
       ปฏิรูปพจน์ (allusion) คือการกล่าวอ้างอิงสิ่งอื่น
       ปฏิปุจฉา (rhetorical question) คือการใช้คำถามโดยไม่ต้องการคำตอบ
         นามนัย (metonymy) คือการเอ่ยถึงสิ่งหนึ่ง แต่ให้มีความหมายเป็นอย่างอื่น
       บุคคลาธิษฐาน (personifreation) คือการให้สิ่งที่ไม่มีชีวิต แสดงพฤติกรรเหมือนสิ่งมีชีวิต หรือให้อมนุษย์แสดงพฤติกรรมเหมือนมนุษย์
๓ .  สัญลักษณ์ (symbol) คือการเอาสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แทนที่สิ่งที่เป็นนามธรรม ทำให้เกิดความเข้าใจได้อย่างลึกซึ่ง โดยไม่ต้องอธิบาย
อ้างอิง :http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E